• EN    |    TH

      หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกือบทั้งหมดเป็นข้อมูลทางสถิติที่แสดงถึงความน่าจะเป็น (probability) โดยเป็นตัวเลขซึ่งมีวิธีการนำเสนอได้หลากหลายวิธี หากเราไม่เข้าใจความหมายของวิธีการนำเสนอตัวเลขทางสถิติอย่างถ่องแท้แล้ว เราอาจจะถูกหลอกให้เข้าใจผิดได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการถูกหลอกให้รู้สึกว่ายาหรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีดีกว่าความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น การแนะนำผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดมากปานกลาง (เช่นเป็นความดันสูงด้วย สูบุหรี่ด้วย) ให้กินยาลดไขมันเพื่อป้องกันอัมพาต ข้อมูลมีอยู่ว่างานวิจัยหนึ่งที่ตามดูผู้ป่วยเจ็ดหมื่นคนนาน 5 ปี โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มนึงให้กินยาลดไขมัน (สแตติน) จริง กับอีกกลุ่มนึงให้กินยาหลอก โดยพบว่าใน 5 ปีนั้น คนกินยาหลอก 100 คน เป็นอัมพาต 4.2 คน คนกินยาจริง 100 คน เป็นอัมพาต 3.3 คน เท่ากับว่ายาลดไขมันลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้ = 4.2 - 3.3 = 0.9% ตีความให้เข้าใจง่ายๆก็คือว่าใน 100 คนที่กินยานาน 5 ปี จะสามารถลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้ราว 1 คน หรือ 1% ซึ่งนั่นก็หมายความว่าประโยชน์ของยามีน้อย กินยานานขนาดนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับร่างกายแน่ แต่บริษัทยาที่เป็นผู้ว่าจ้างในการทำวิจัยกลับนำเสนอข้อมูลในอีกรูปแบบนึงโดยกล่าวว่า ยาลดไขมันสามารถลดโอกาสการเป็นอัมพาตภายในระยะเวลา 5 ปีลงได้คิดเป็น 21% ที่อ้างแบบนี้ได้เพราะแทนที่บริษัทยาจะนำเสนอข้อมูลและตัวเลขทางสถิติแบบตรงไปตรงมา หรือแบบที่เรียกว่า absolute risk reduction (ARR) ซึ่งก็คือสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอัมพาตลงได้ 1% แต่กลับนำเสนอใหม่ว่าเป็นการลดความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk reduction – RRR) ซึ่งโดยนิยามแล้วก็คือหมายถึงความสามารถในการลดความเสี่ยงเป็นเปอร์เซ็นต์บนความเสี่ยงที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เห็นภาพและทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น การนำเสนอด้วยวิธีดังกล่าวมีการคำนวณดังต่อไปนี้ 

  1. กินยาหลอก 100 คน เป็นอัมพาต 4.2 คน
  2.  กินยาลดไขมัน statin 100 คน เป็นอัมพาต 3.3 คน  เท่ากับยาลดไขมัน statin ลดความเสี่ยงได้ 4.2-3.3 = 0.9%  เท่ากับลดความเสี่ยงสัมพัทธ์ได้ = (0.9 x 100) / 4.2 = 21%

จะเห็นได้ว่าเพียงแค่เติมคำว่า “สัมพัทธ์” เข้าไปในค่าของความเสี่ยง เพียงเท่านี้ก็สามารถขายยาได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเวลาบริษัทยานำข้อมูลทางสถิติมาขยายความจะไม่มีการพูดถึงว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความเสี่ยงสัมพัทธ์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะกล่าวแต่เพียงว่าสามารถลดความเสี่ยงลงได้ 21% โดยละคำว่าสัมพัทธ์ไว้เพื่อต้องการให้กิดการบิดเบือนความเข้าใจที่ผิดไปจากความเป็นจริงที่ว่ายาดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมากในการลดความเสี่ยงของการเกิดอัมพาตในผู้ป่วยลงได้          

ด้วยเหตุนี้แพทย์จำนวนหนึ่งจึงได้พยายามจะหาวิธีคิดคำใหม่ขึ้นมาเพื่อสื่อให้คนไข้เข้าใจเรื่องที่แท้จริงโดยไม่ถูกบริษัทยาหลอก ในเมื่อคำว่า“ความเสี่ยง”มันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกขายยาไปเสียแล้ว จึงได้คิดคอนเซปต์ใหม่ขึ้นมา คือ “จำนวนคนไข้ที่จะต้องกินยาเพื่อให้ลดความเสี่ยงได้หนึ่งคน” (number need to treat – NNT) โดยคำนิยามของ NNT หมายความว่า คนไข้จะต้องกินยากี่คนจึงจะสามารถลดความเสี่ยง เช่น การเกิดอัมพาตลงได้ 1 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่ายกว่า ส่วนในเรื่องของประโยชน์จากยาลดไขมันนั้นข้อมูลจากการทบทวนงานวิจัยชั้นดีจำนวนหนึ่ง[8-17] ซึ่งครอบคลุมคนไข้ที่มีความเสี่ยงปานกลางขึ้นไปรวมประมาณสี่แสนคนพบว่า 

  1. กรณีจะป้องกันอัมพาต ต้องให้คน 154 คน กินยาไปนาน 5 ปี จึงจะได้ประโยชน์ 1 คน
  2. กรณีจะป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack) ต้องให้คน 104 คน กินยาไปนาน 5 ปี จึงจะได้ประโยชน์ 1 คน
  3. กรณีจะทำให้คนเป็นเบาหวาน (เพราะฤทธิ์ข้างเคียงของยา statin) ต้องให้คน 100 คนกินยาไปนาน 5 ปี ก็จะเกิดเป็นเบาหวาน 1 คน
  4. กรณีจะทำให้คนได้ผลข้างเคียงของยาเช่นปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อสลายตัว ต้องให้คน 10 คน กินยาไปนาน 5 ปี ก็จะได้รับผลข้างเคียงของยา 1 คน

จากข้อมูลดังกล่าวก็น่าจะเพียงพอสำหรับการตัดสินใจเลือกที่จะกินยาลดไขมันเพื่อป้องกันการเกิดอัมพาตหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือไม่ อันที่จริงแล้วมีงานวิจัยในผู้ป่วยจำนวน 307 คนที่กินยาป้องกันหัวใจชนิดต่างๆอยู่แล้ว โดยพบว่าผู้ป่วยคาดหวังว่ายาจะป้องกันความเสี่ยง (absolute risk reduction) ได้ 20–30% ขึ้นไป และเมื่อทราบว่าในความเป็นจริงแล้วยาสามารถป้องกันได้เพียงแค่ไม่เกิน 5% ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยเพียง 27% เท่านั้นที่ยินยอมจะกินยาต่อไป  

นอกจากที่เราจะเข้าใจถึงวิธีการใช้สถิติในการหลอกล่อให้เกิดการบริโภคยาเกินความจำเป็นแล้ว เรายังควรที่จะศึกษาถึงผลวิจัยที่บ่งชี้ถึงทางเลือกในการดูแลตัวเองด้วยวิธีอื่นเพื่อทดแทนการใช้ยาด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่แพทย์ให้ผู้ป่วยที่เกิดหัวใจวายแล้วกินยาแอสไพรินเพื่อป้องกันการเกิดจุดจบที่เลวร้าย เมื่อทราบข้อมูลว่าขณะที่บริษัทยาบอกว่าแอสไพรินสามารถลดความเสี่ยงสัมพัทธ์ (RRR) ได้ 22% แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถลดความเสี่ยงจริง (ARR) ลงได้แค่ 2.5% เท่านั้น โดยที่จะต้องกินยาไปนานถึง 5 ปี แถมยายังเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกนอกสมองอีก 0.42%[18] ขณะที่ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการใช้ยา เช่น การมองหาซาลิไซเลตซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในยาแอสไพรินจากอาหาร สารตัวนี้พบมากในผลไม้ส่วนใหญ่ ซอสมะเขือเทศ ชา ไวน์ สมุนไพร เครื่องเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขมิ้นเหลือง โดยที่คนทั่วไปจะได้รับซาลิไซเลตจากอาหารได้ตั้งแต่วันละ 0.4–200 กรัม[19] ดังนั้นก็สามารถเลือกบริโภคอาหารจากพืชที่ให้ซาลิไซเลตมากทดแทนได้