• EN    |    TH

หากจะกล่าวถึงข้อจำกัดของหลักฐานวิทยาสาสตร์ ปัจจุบันนี้ยังพบข้อจำกัดหลักๆอยู่อย่างน้อยสามประการ คือ

1. วิทยาศาสตร์ให้ความจริงด้านเดียว 

แม้ว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการทำวิจัยจะเป็นกระบวนการที่ไม่มีอคติ และแม้ว่างานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ (RCT) สามารถตัดความผิดพลาดจากปัจจัยกวนและอคติของผู้วิจัยลงได้จนเราสามารถพูดได้ว่างานวิจัยที่ดีทำให้เราได้เห็นความจริงในขอบเขตที่ทำวิจัยนั้นก็จริงอยู่ แต่การใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ก็ยังถูกจำกัดด้วยความจริงที่ว่างานวิจัยทางด้านสุขภาพส่วนใหญ่ล้วนอาศัยทุนวิจัยจากอุตสาหกรรมยาและอุตสาหกรรมอาหาร นั่นหมายความว่าความจริงจากงานวิจัยที่เราได้รับทราบนั้นเป็นความจริงด้านเดียว คือความจริงด้านที่อุตสาหกรรมยาหรืออาหารอยากพิสูจน์ให้ผู้คนเห็นเพื่อที่จะขายยาหรือขายอาหารได้ ส่วนความจริงอีกด้านหนึ่งคือความจริงที่หากพิสูจน์ให้เห็นแล้วเขาจะขายยาหรือสินค้าไม่ได้นั้น เราแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นกันเลย เพราะเมื่อไม่ให้ทุนวิจัยเสียอย่างแล้วจะมีผลวิจัยให้เห็นได้อย่างไร นอกจากจะไม่วิจัยแล้ว บางครั้งวิจัยแล้วแต่ได้ผลไปในทางที่จะทำให้ขอยของไม่ได้ บริษัทผู้ให้ทุนวิจัยไม่ยอมให้ตีพิมพ์งานวิจัยก็มี

ยกตัวอย่างเช่น การวิจัยยาต้านซึมเศร้าชื่อโพรแซค (Prozac) บริษัทยาได้ทำวิจัยหลายรายการมาก ครึ่งหนึ่งพบว่าได้ผลดีกว่ายาหลอก แต่อีกครึ่งหนึ่งพบว่าได้ผลไม่ต่างจากยาหลอก บริษัทยาตีพิมพ์แต่งานวิจัยที่ได้ผลว่ายาโพรแซคดีกว่ายาหลอก ส่วนงานที่ได้ผลว่าไม่ดีนั้นไม่ยอมตีพิมพ์ เรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อคณะนักวิจัยที่ฮาร์วาร์ดได้ตีพิมพ์ผลวิจัยทบทวนการใช้ยาต้านซึมเศร้าโพรแซคนี้แล้วสรุปผลว่าแท้จริงแล้วยานี้ได้ผลไม่แตกต่างจากยาหลอก คนไข้กินยาแล้วดีขึ้นเป็นเพราะผลจากการถูกหลอก (placebo effect) กล่าวคือเมื่อกลุ่มนักวิจัยฮาร์วาร์ดใช้สิทธิตามกฎหมายเปิดเผยเอกสารของรัฐร้องขอให้องค์การอาหารและยาเปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับยาตัวนี้ทั้งหมดเรื่องจึงแดงขึ้นมาว่าบริษัทยาใช้วิธี “ซุกกิ้ง” คือจับข้อมูลส่วนที่สรุปว่ายาไม่ได้ผลยัดลิ้นชักโดยไม่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ คงตีพิมพ์แต่เฉพาะงานวิจัยที่มีผลสรุปว่ายาได้ผล เมื่อเอาข้อมูลทั้งหมดมายำรวมกันแล้ววิเคราะห์ใหม่แบบเมตาอะนาไลซิสก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ายาต้านซึมเศร้า ได้ผลไม่แตกต่างจากยาหลอกในผู้ป่วยที่กินยาส่วนใหญ่ (90%)[20, 21]

2. วิทยาศาสตร์ให้ความรู้แบบตาบอดคลำช้าง 

หลักฐานวิทยาศาสตร์มักสร้างขึ้นจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างของสองสิ่ง เช่นระหว่างโมเลกุลบางชนิดในยาหรือในอาหารกับการเป็นโรคหรือการหายจากโรคบางโรค ดังนั้นกระบวนการวิจัยจำเป็นต้องมีการตัดปัจจัยกวนที่ความรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่รู้จักทิ้งไปให้มากที่สุด โดยวิธีตีกรอบสภาพแวดล้อมของการวิจัยให้แคบลงให้มากที่สุด เรียกว่าวิธีแบบนี้ว่า reductionism วิธีนี้มันก็เหมือนกับการที่เราเอาภาพวิวสวย ๆ ซึ่งเป็นภาพดิจิตอลมาภาพหนึ่งแล้วคร็อปเอาแต่ส่วนท้องฟ้ามา แล้วเอามาซูมขยายเฉพาะส่วนนั้นให้ใหญ่ขึ้น ๆๆ ท้ายที่สุดจะเห็นว่าในภาพนั้นไม่เป็นภาพอีกต่อไป กลายเป็นจุด ๆๆ (pixels) อยู่เต็มไปหมด บางจุดสีฟ้า บางจุดสีเหลือง บางจุดสีส้ม ถ้านักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งไปวิจัยโดยตีกรอบพื้นที่วิจัยให้แคบเฉพาะพอครอบคลุมจุดสีส้มได้ เขาก็จะบอกว่าท้องฟ้าเป็นสีส้ม อีกคนที่ไปวิจัยพื้นที่ตรงเป็นที่ตั้งของจุดสีเหลืองเขาก็จะรายงานว่าท้องฟ้าเป็นสีเหลือง ดังนั้นเราจึงรู้สึกหงุดหงิดว่านักวิจัยทำไมรายงานผลสะเปะสะปะไม่ตรงกัน นั่นเป็นเพราะวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้สูญเสียความสามารถในการมองภาพใหญ่ไป แต่หากเราในฐานะผู้ใช้ข้อมูลรู้วิธีถอยออกมามองภาพใหญ่ด้วยตนเองคือศึกษางานวิจัยที่มีอยู่ในเรื่องนั้นทั้งหมดแล้วดูภาพรวมเหมือนกับการถอยหลังออกมามองให้เห็นภาพวิวทั้งภาพ เราก็จะเห็นว่าท้องฟ้านั้นมันเป็นสีฟ้า ร่างกายมนุษย์ก็เช่นเดียวกับภาพทั้งภาพ มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเซลล์กับโมเลกุลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา เชื้อโรค และสิ่งแวดล้อมในลักษณะการปฏิสัมพันธ์เชิงระบบนิเวศ (ecosystem) คือสัมพันธ์กันยุ่งตุงนังไปหมด เรื่องหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไปมีผลต่ออีกเรื่องหนึ่ง ต้องมองให้เห็นภาพใหญ่ทั้งหมดให้ออกจึงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร การรู้แค่วิธีจัดชั้นของหลักฐานและรู้วิธีวิเคราะห์คุณภาพงานวิจัยยังไม่พอ ต้องรู้วิธีถอยออกมามองภาพรวมของงานวิจัยทั้งหมดที่เคยมีทำกันมาด้วย ผลวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างของสองอย่างพอกลับเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วอาจเกิดผลแตกต่างไปจากที่วิจัยได้ 

3. ตัวแพทย์เองมีอคติได้ 

เมื่อการแพทย์ในยุคนี้เป็นการแพทย์แบบอิงหลักฐาน (evidence-based medicine) แพทย์จึงบังคับให้อ้างอิงหลักฐานวิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจรักษาและแนะนำผู้ป่วย แต่ว่าแพทย์เป็นผู้เลือกหยิบหลักฐานมาใช้ ซึ่งจะต้องผ่านตัวกรองในสมองแพทย์อีกสองตัว หรือสองปัจจัย คือ 

1. อะไรเบิกได้ อะไรเบิกไม่ได้ เพราะผู้จ่ายค่ารักษาสมัยนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตัวคนไข้ควักเงินจ่ายเอง แต่เป็นบุคคลที่สาม เช่น บริษัทประกัน กองทุนสามสิบบาท กองทุนประกันสังคม เป็นต้น วิธีรักษาบางอย่างเช่นการฝึกสอนผู้ป่วยเบาหวานให้สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่เบิกไม่ได้ แต่การจ่ายยาเบาหวานเป็นสิ่งที่เบิกได้ แพทย์จะทำแต่ในสิ่งที่เบิกได้ แม้หลักฐานวิทยาศาสตร์จะบ่งชี้ชัดเจนว่าการออกกำลังกายให้ผลดีกว่าการใช้ยาก็ตาม ถ้าจะเรียกว่าการแพทย์สมัยนี้เป็นการแพทย์แบบอิงการเบิกจ่าย (reimbursement-based medicine) มากกว่าอิงหลักฐาน ก็เป็นคำพูดที่ไม่ผิดจากความจริงเลย

2. ผลประโยชน์ส่วนตนของแพทย์ ซึ่งอาจแทรกแซงการตัดสินใจของแพทย์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปของตัวเงิน (เช่นเลือกวิธีรักษาแบบนี้จะเก็บค่าแพทย์ได้มากกว่าแบบโน้น) หรือในรูปของสินจ้างแฝง (เช่นใช้ยานี้หรืออุปกรณ์ชนิดนี้แล้วจะได้ทุนจากบริษัทไปประชุมเมืองนอก) หรือรางวัล (เช่นถ้าชวนคนไข้มารับการรักษาแบบนี้ได้ครบจำนวนก็จะพิมพ์เป็นผลงานวิจัยขอตำแหน่งวิชาการได้) หรือการลงโทษ (เช่น ถ้าเลือกวิธีสอนให้คนไข้ปฏิบัติตัวเองแทนการจ่ายยา ตัวแพทย์เองก็ต้องเสียเวลามากจนไม่ได้กินข้าวกลางวัน สู้เลือกวิธีจ่ายยาดีกว่า) เป็นต้น 

จะเห็นว่าแม้หลักฐานวิทยาศาสตร์จะเป็นความจริง แต่ต้องใช้ประโยชน์อย่างเข้าใจเหตุปัจจัยแวดล้อม มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่แทนที่จะมีผลดีกลับมีผลเสียต่อสุขภาพได้