• EN    |    TH

งานวิจัยซึ่งแบ่งเป็นสองเฟส เฟสแรกทำการประเมินการเพิ่มขนาดสมองของหนูที่ออกกำลังกายด้วย MRI เปรียบเทียบกับหนูที่ไม่ออกกำลังกายพบว่าหนูที่ออกกำลังกายมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) โดยเฉพาะส่วนเดนทอลไจรัส (dental gyrus) โตขึ้น และเมื่อนำสมองหนูส่วนนั้นมาตรวจเปรียบเทียบพบว่ามีการสร้างเซลล์สมอง (neurogenesis) มากขึ้น
เฟสที่สองเป็นการประเมินการเพิ่มขนาดของสมองในคนก่อนและหลังการออกกำลังกายด้วย MRI พบว่าการออกกำลังกายทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสและเดนทอลไจรัสซึ่งเป็นส่วนเกี่ยวกับความจำและเชาว์ปัญญาโตขึ้นเช่นเดียวกับในหนู[243]
อีกงานวิจัยหนึ่งตรวจประเมินสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับความจำในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก่อนและหลังการรักษาด้วยการให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกทำให้ขนาดสมองส่วนฮิปโปแคมปัสใหญ่ขึ้นและความจำดีขึ้น[244]
อีกงานวิจัยหนึ่ง สุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบรักษาอัลไซเมอร์ระดับไม่มากด้วยการให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกพบว่าทำให้โรคดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มไม่ได้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก[245]

งานวิจัยกลุ่มหญิงชราที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเบา ๆ ให้อัตราการเต้นหัวใจใกล้เคียงปกติ ออกครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 ครั้ง นาน 12 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายถึงระดับหนักพอควร (หอบเหนื่อยจนร้องเพลงไม่ได้) อัตราเต้นของหัวใจสูงถึงระดับ 60% ของอัตราเต้นสูงสุด พบว่าทั้งสองกลุ่มมีความฟิตที่วัดด้วยอัตราใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) ดีขึ้น แต่เฉพาะกลุ่มออกกำลังกายถึงระดับหนักพอควรมีการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันโรค (NK และ T cell) ดีขึ้น[246]
อีกงานวิจัยหนึ่งเป็นการทบทวนงานวิจัยที่ครอบคลุมกลุ่มคน 977,925 คน พบว่าการออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร (หอบจนร้องเพลงไม่ได้) นานสองชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์ลดอัตราตายจากทุกสาเหตุลงได้ 19% และถ้าออกกำลังกายระดับหนักพอควรสัปดาห์ละ 7 ชั่วโมงจะลดอัตราตายลงได้ 24% โดยที่การออกกำลังกายระดับเดินเบา ๆ มีผลลดอัตราตายน้อยมาก[247]

การทบทวนงานวิจัยการออกกำลังกายในหญิงหมดประจำเดือน 21 งานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับการลดอุบัติการณ์ของการเป็นมะเร็งเต้านม[248]
อีกงานวิจัยหนึ่ง ให้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม 1,490 คน กินอาหารและออกกำลังกายนานสองปี พบว่าหากผู้เป็นมะเร็งกินพืชเป็นหลักให้ได้ผักผลไม้ห้าเสิร์ฟวิ่งต่อวันขึ้นไป ควบคู่กับการออกกำลังกายเทียบได้กับเดินวันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 6 วัน และรักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วนหรือผอมเกินระดับดัชนีมวลกายปกติ จะมีผลลดอัตราตายลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กินพืชเป็นหลักและไม่ได้ออกกำลังกายและไม่ได้รักษาน้ำหนัก[90]

งานวิจัยเชิงสรีรวิทยาพบว่าการนั่งนานเป็นเหตุให้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงแข็งและหัวใจขาดเลือดมากขึ้น เกิดการดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น ทำให้การเผาผลาญอาหารลดลง และการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด (endothelium) เสื่อมลง การนั่งทำให้กล้ามเนื้อขาลดการทำงาน เลือดไปเลี้ยงขาลดลงแต่ไปกองอยู่ที่น่องแทน ทำให้เลือดไหลเวียนน้อย แรงเสียดทานระหว่างเลือดกับเยื่อบุหลอดเลือด (shear stress – SS) ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เยื่อบุหลอดเลือดทำงานผลิตไนตริกออกไซด์เพื่อให้หลอดเลือดขยายตัวทำได้น้อยลง หลอดเลือดหดเกร็ง ความดันเลือดเพิ่มขึ้น และมีโอกาสเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดสูงตามมา[249]